Home คำพยานชีวิต

คำพยานชีวิต

สวัสดีค่ะ ดิฉัน หมุยยู้ แซ่ลี้ ดิฉันมีประสบการณ์ความช่วยเหลือที่มาจากพระเจ้ามาแบ่งปันให้พี่น้องได้รับพระพรร่วมกันค่ะ

เมื่อเดือนกันยายน ปี ค.ศ.2017 ดิฉันรู้สึกป่วย คล้ายร้อนใน มีอาการเจ็บคอ เจ็บปาก คิดว่าร้อนในธรรมดา จึงกินยาแก้ร้อนในมาตลอดเกือบเดือนก็ไม่หายเจ็บ จึงไปหาหมอ กินยาก็รู้สึกดีขึ้นนิดหน่อย และต่อมาเกิดฝ้าขาวๆ ขึ้นที่ลิ้นข้างๆ กระพุ้งแก้ม ก็ได้ซื้อยามาทา ทาอยู่เกือบเดือนก็ไม่หายสักที จึงไปหาหมออีกครั้งเพื่อตรวจ หมอตรวจแล้วนัดให้ตัดชิ้นเนื้อไปเพื่อไปตรวจ เพราะอาจจะเป็นเนื้อร้าย(มะเร็ง)ได้

พอกลางเดือนพฤศจิกายน 2017 ผลปรากฎว่าเป็นเนื้อร้ายจริงๆ หมอบอกว่าต้องรีบผ่าตัดออก ตอนนั้นพวกเราตกใจมาก จึงหาวิธีรักษา ซึ่งมีคนแนะนำให้ต้มยาหม้อ พวกเราก็เห็นด้วยที่จะต้มยา และไม่ผ่าตัด แต่ยาที่ไปเอามาต้มกินนั้น จะต้องจุดธูปไหว้ขอให้เจ้าของยารักษาทุกครั้ง ซึ่งดิฉันรับไม่ได้ เรามีพระเจ้าเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตของเรา เราจะไม่ไหว้พระอื่น พระเจ้าของเรายิ่งใหญ่กว่าพระทั้งปวง เราจะไม่ปล่อยให้ปัญหาของเราใหญ่กว่าพระเจ้า พระเจ้าทรงรักมนุษย์ทุกคน ทรงพระเมตตา ดิฉันได้รับการรักษาที่มาจากพระองค์ ผ่านทางแพทย์ผู้ให้การรักษา และการอธิษฐานเผื่อจากคณะศิษยาภิบาล ผู้อาวุโส และพี่น้องในคริสตจักร

ขอบคุณพระเจ้า เวลานี้ ดิฉันมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงเหมือนเดิมแล้ว จึงขอเป็นพยานเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าของเราแต่เพียงผู้เดียว ขอพระเจ้าอวยพระพร…

หมุยยู้ แซ่ลี้

สวัสดีครับ ผมชื่อบูม ตั้งแต่เด็กๆ แม่ได้พาผมมาโบสถ์ ก็มาเรียนรวีวารศึกษา และอยู่นมัสการเสร็จก็กลับบ้าน แต่ก็ไม่รู้ว่ามาโบสถ์เพื่ออะไร แม่พามาก็มา ตอนเด็กๆ ผมเป็นคนเงียบ ๆ ไม่คุยกับใครเลย เป็นคนขี้อาย ทำให้มีเพื่อนในห้องเรียนรวีฯ เท่านั้น และได้ขึ้นไปนมัสการที่ชั้น4 เมื่อเลิกก็กลับบ้าน ช่วงบ่ายไม่ได้อยู่ร่วมกับคณะชอขิบ จนกระทั่งเรียนชั้นประถมที่ 6 ผมเริ่มติดเกม อยากอยู่บ้านเล่นเกม เบื่อมาโบสถ์ มาบ้างไม่มาบ้าง เมื่อขึ้นชั้นมัธยมปีที่ 1 ผมได้ย้ายโรงเรียนจากเซนต์คาเบรียนไปที่โรงเรียนสวนกุหลาบ เมื่อย้ายมาที่สวนกุหลาบ ผมยังปรับตัวไม่ค่อยได้ เพราะทั้งสองโรงเรียนมีความแตกต่างกัน และช่วงที่อยู่ชั้นมัธยมปีที่ 1-2 นั้น ก็ยังติดเพื่อน ชอบไปเที่ยวกับเพื่อนๆ สนุกกว่ามาโบสถ์เยอะเลย ในช่วง 2 ปีนี้มี เจมส์ มาชวนผมให้นมัสการชั้น 3 และชวนให้อยู่ร่วมคณะตงขิบ เพราะผมจะนั่งนมัสการที่โบสถ์ใหญ่มากกว่า

มีวันอาทิตย์หนึ่ง ผมได้ลองขึ้นไปนมัสการชั้น 3 แล้วอาทิตย์นั้นผู้เทศนาได้เทศนาเรื่องการมานมัสการที่โบสถ์ ว่าบางคนชอบอ้างโน่นอ้างนี่เพื่อจะไม่มาโบสถ์ หรือมาโบสถ์ก็ไม่ได้ตั้งใจมาเพื่อนมัสการพระเจ้าจริงๆ บางครั้งก็หนีไปนั่งร้านกาแฟข้างโบสถ์บ้าง กระทั่งวันคริสต์มาสปี 2016 ผมกับครอบครัวจะกินข้าวมื้อเย็นด้วยกัน และเป็นวันที่ผมอยู่โบสถ์ตั้งแต่เช้าจนเย็น ขณะที่รอไปกินข้าวเย็นกับครอบครัวนั้น ก็มีเสียงบอกให้ผมเข้าไปร่วมกับคณะตงขิบดูไหม ผมก็ไปร่วมสามัคคีธรรมกับคณะตงขิบ เมื่อเข้าไปที่คณะได้เห็นเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ไม่ได้พบกันนาน รู้สึกสนิทสนมกัน ผมสนุกกับกิจกรรมต่างๆ ที่ทำวันนั้น ผมชอบบรรยากาศในคณะตงขิบมาก และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาผมก็อยู่ร่วมคณะตงขิบตลอด ตั้งใจทำงานร่วมกับเพื่อนๆ ในคณะทุกงานอย่างเต็มที่ ทำให้ผมพูดเยอะขึ้น จากที่เป็นคนเงียบๆ

ผมได้เข้าค่ายซัมเมอร์ปีแรก เมื่อผมไปร่วมค่ายรู้สึกชอบมาก ซึ่งไม่สามารถหาบรรยากาศแบบนี้ได้จากเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนได้เลย ทำให้ได้คิดใคร่ครวญหลายๆ เรื่อง ขอบคุณพระเจ้าตลอดเวลาที่เรียนมัธยมปีที่ 3 ผมปรับตัวกับโรงเรียนใหม่ได้ดีขึ้น เมื่อทำอะไรก็จะคิดถึงคนอื่นเสมอ เมื่อพบกับปัญหาก็ผ่านไปได้ด้วยดีตลอด ขอบคุณพระเจ้าที่เปลี่ยนผมจากไม่อยากมาโบสถ์ ให้มาโบสถ์ทุกอาทิตย์ ภายในหนึ่งปีผมสนิทกับรุ่นพี่ รุ่นน้อง เพื่อนๆ ผมให้พระเจ้าเป็นอันดับแรกของชีวิตเสมอ ทำให้การปฏิบัติต่อคนอื่นๆ ดีด้วย ครั้งหนึ่งที่โรงเรียนจัดแข่งขันวิทยาศาสตร์ในวันอาทิตย์ แต่ผมเลือกมานมัสการที่โบสถ์ และไม่มีสิทธิ์ลงแข่งขัน แต่สิ่งที่ไม่คาดคิด โรงเรียนให้ผมลงแข่งขัน และผมแข่งขันได้ที่สอง ขอบคุณพระเจ้าครับ

กันตพงศ์ โหราเรือง

ตั้งแต่ดิฉันจำความได้ พ่อกับแม่จะพามาโบสถ์วันอาทิตย์ ได้เห็นพ่อแม่และพี่ชายยืนร้องเพลงอย่างเพลิดเพลินในห้องนมัสการร่วมกัน แต่ในเวลานั้นดิฉันยังไม่รู้เรื่องอะไร ไม่รู้ว่าพวกเขาทำอะไรกัน ทำเพื่ออะไร เนื่องจากตอนนั้นยังเป็นเด็กไร้เดียงสา คุณพ่อคุณแม่พามานมัสการพระเจ้าก็มา ให้ทำอะไรก็ทำตามทุกอย่าง
ก่อนที่ดิฉันจะต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด และรับบัพติศมานั้น ดิฉันเป็นคนที่หงุดหงิดง่าย โกรธง่าย อารมณ์ร้อน ขี้เหนียว มีอะไรที่เข้ามาในชีวิตก็จะกังวลทุกเรื่อง และเมื่อโตขึ้น ได้มาเรียนรวีวารศึกษาวันอาทิตย์ ได้เรียนรู้เรื่องพระเจ้า ทำให้เข้าใจสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำ เวลาที่มาโบสถ์วันอาทิตย์ เมื่ออายุได้ 13 ปี ก็ได้เข้าร่วมสามัคคีธรรมกับคณะตงขิบ และได้ฟังคำเทศนาจากอาจารย์หลายๆ ท่าน ทำให้เข้าใจและซาบซึ้งในพระคุณความรักของพระเจ้ามากขึ้น พระองค์ทรงเป็นคุณพ่อ เป็นเพื่อน เป็นทุกๆ อย่าง และเป็นคนพิเศษสำหรับชีวิตของดิฉัน พระองค์ทรงดูแลปกป้องคุ้มครอง ทรงเป็นพระผู้ช่วย พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งดิฉันเลย ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ดีหรือไม่ดี
จากคำเทศนาและคำสอนของอาจารย์ และมุมมองของอาจารย์แต่ละท่าน ทำให้ดิฉันรับรู้ความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ได้ผ่านทางพระวจนะของพระองค์ และได้เรียนรู้เรื่องราวของพระเจ้า ทำให้ดิฉันตัดสินใจรับเชื่อ ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด และเชื่อวางใจในความรักของพระองค์
หลังจากที่ได้รับเชื่อแล้ว ดิฉันยินยอมขอให้พระองค์เปลี่ยนแปลงชีวิต จิตใจ ความคิด และพระองค์ทรงเปลี่ยนชีวิตของดิฉันจริงๆ จากคนที่อารมณ์ร้อน ขี้เหวี่ยง หงุดหงิด โกรธง่าย ฯลฯ พระองค์ทรงขัดเกลานำสิ่งที่ไม่ดีออกไปจากชีวิต ที่เป็นตัวเก่า เปลี่ยนเป็นคนใหม่ มีชีวิตใหม่ในพระคริสต์
ปัจจุบัน ดิฉันเป็นคนที่อารมณ์เย็นขึ้น วางใจและวางทุกสิ่งที่กังวลไว้ที่พระหัตถ์ของพระองค์ พระเจ้าทรงเปลี่ยนชีวิตของดิฉันให้เป็นคนใหม่ ที่เหมาะสมกับการที่ได้เป็นบุตรของพระเจ้า… ขอบคุณพระองค์

อุทุมพร ภูผาลี

– ผิดด้วยหรือที่เด็กเหล่านี้ต้องมาเกิดมาเป็นแบบนี้ –
ผมได้มีโอกาสรับใช้พระเจ้า เป็นหนึ่งในกรรมการโครงการบ้านสะมาเรีย เป็นการช่วยเหลือเด็กๆ ที่ติดเชื้อจากพ่อแม่ พาเขามาฝึกร้องเพลงสอนพระคัมภีร์และเล่าเรื่องพระเจ้าให้เขาฟัง
ตอนแรกผมคิดแต่เพียงว่าจะมาทำหน้าที่ให้ทุนเด็กๆ และจะมาดูการรับใช้ของครูทั้งสองท่าน ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงเบิกตาให้ผมเห็นว่า ผมกำลังเห็นมากกว่าที่ผมจะคิดและจินตนาการได้ เด็กๆกำลังท่องข้อพระคัมภีร์ ฟิลิปปีบทที่ 4:13 “ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า” เด็กทุกคนเปิดพระคัมภีร์ได้ น่าทึ่งมาก
ผมได้มีโอกาสถ่ายภาพขณะที่อยู่ที่นั้น (ขอโทษที่ไม่สามารถเปิดเผยภาพหน้าตาของเด็กๆ ได้) เป็นตอนที่เด็กๆ กำลังรองเพลงพระเจ้าสรรสริญพระองค์ แต่ผมคิดอยู่ในใจ พระเจ้า! เด็กเหล่านี้พ่อแม่เขาติดเชื้อ HIV จริงๆ แล้วเขาก็น่าจะเป็นด้วย เขาน่าสงสารเหลือเกินพระองค์
แต่พระองค์เปิดเผยให้ผมเข้าใจว่า ถึงโลกนี้จะมองเขาอย่างไม่เข้าใจ คนทั่วไปคิดว่าเขาเป็นรอยตำหนิของสังคม แต่ให้รู้ไว้เถิดว่าเขาเป็นของเรา เขาเกิดมาเพื่อเรา และเรารักพวกเขามาก ดูซิเขากำลังร้องเพลงสรรเสริญเรา ดูครูทั้งสองซิคือภาชนะของเรา ที่เจ้าเห็นทั้งหมดนี้ เป็นงานของเรา เขาทุกคนกำลังสรรเสริญเรา
ผมเห็นครูทั้งสองท่านกำลังทำงานโดยพระกำลังจากพระเจ้า และพระเจ้ากำลังได้รับพระเกียรติจากชีวิตที่ถ่อมใจลงทำในสิ่งที่คนทั่วไปไม่มีทางคิดจะทำกัน ครูและเด็กทุกคนกระทำหน้าที่ตามที่พระเจ้ามอบหมาย ผมไม่ได้เห็นแค่การรับใช้ แต่นี่คือการนมัสการพระองค์ ผมเห็นพระเจ้าผ่านเด็กๆ ผมเห็นพระเจ้าผ่านทางครูทั้งสองท่าน นี่แหละคือสิ่งที่พระเจ้าเปิดเผย ขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้ผมเข้าใจพระองค์มากขึ้นและรักพระองค์มากขึ้น สรรเสริญพระองค์

บุญส่ง ชานวิทิตกุล – บ้านสะมาเรีย

เมื่อวานแวะซื้อของที่ 7-11 เมื่อจ่ายเงินเสร็จ พนักงานยกมือไหว้และยิ้มๆ เราก็งงๆ คิดในใจว่า นี่คือบริการรูปแบบใหม่ของ 7-11 มั้ง พอจะเดินออกมา พนักงานที่ยกมือไหว้ พูดเบาๆ ว่า “สงสัยป้าโอ๋จำหนูไม่ได้แล้ว” เลยชะงักนิดนึง จ้อง จ้อง แล้วก็จ้อง แล้วถามว่า “น้องฝนใช่มั้ย” โอ.. ดีใจมากมาย ที่เด็กที่เคยดูแลมาเมื่อ 20 ปีก่อน เค้ามีงานทำ… ช่วยตัวเองได้แล้ว

นึกย้อนกลับไปตอนเริ่มทำพันธกิจบ้านสะมาเรียใหม่ๆ หลายคนบอกด้วยความเป็นห่วงว่า “งานแบบนี้ ถมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม อย่าทำดีกว่า” แต่โธ่เอ้ย เด็กเล็กๆ ผอมๆ น่าสงสาร พ่อตาย แม่ป่วย… มานั่งอยู่ตรงหน้า ใครจะใจดำได้ลงคอ… เมื่อทำๆ ไปก็เริ่มท้อ ปัญหาเยอะจัง… ถอดใจ จะเลิกทำก็หลายรอบ

24 ปีผ่านไป.. เด็กๆ เริ่มเรียนจบ เริ่มทำงาน ช่วยตัวเองได้ ดีใจและขอบพระคุณพระเจ้า

ปรียวรรณ ทิพย์ประดิษฐ์กุล – บ้านสะมาเรีย

ขอบคุณพระเจ้ามากๆ ครับ ที่ให้ผม ภาวัต ภักดีชุมพล ได้มีโอกาสไปร่วมค่าย Happy camp
และให้ผมได้เขียนคำพยานครับ พระธรรมที่ได้เรียนตอนไปค่าย คือ พระธรรมโยบ ครับ โยบเป็นคนที่ดีพร้อมในทุกด้าน ไม่เคยทำบาปเลย จนมาวันหนึ่งเขาสูญเสียทุกอย่าง สิ่งที่น่าสนใจคือ โยบไม่ได้ทำผิดบาปอะไรเลย แต่เขาก็สูญเสียทุกอย่าง จากนั้นเพื่อน ๆ ของโยบก็มาบอกโยบว่า โยบต้องทำบาปอะไรสักอย่างหนึ่ง พระเจ้าจึงลงโทษ โยบก็ยืนยันว่าไม่ได้ทำอะไรผิด จากนั้นโยบจึงขอให้พระเจ้าบอกเขาตรงๆ ว่าเขาทำอะไรผิด และพระเจ้าก็ตอบ โดยการทำให้โยบเห็นในสิ่งที่เขาเกินจะเข้าใจ และในที่สุด โยบก็ถ่อมตัวลงและสรรเสริญพระเจ้า หลังจากนั้นโยบก็ได้สิ่งดีๆ กลับมา ได้มากกว่าสิ่งที่เขาคิด

สิ่งที่ผมจะแบ่งปันในชีวิตของผม คือ ผมเคยโดนเพื่อนคนหนึ่งเดินมาเหวี่ยงใส่ เมินผม และไม่คุยกับผม ผมก็คิดกับตัวเองว่า ผมทำอะไรผิด ผมอยู่ของผมนิ่งๆ ผมไม่ได้ทำอะไรเลย พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ผมก็ไม่กล้าทำอะไรอีกเลย เพราะกลัวผิด และมันยังทำให้ผมเป็นคนคิดมาก เป็นคนคิดลบอีกด้วย ผมมักคิดเสมอว่า ทำไม? ผมทำอะไรผิด? ทำไมเหตุการณ์นี้ต้องเกิดขึ้นด้วย? จนสุดท้าย เพื่อนก็กลับมาเป็นปกติ แต่ผมได้ติดนิสัยไม่กล้า คิดมากและคิดลบไปแล้ว สิ่งพวกนี้ มันกัดกินผมไปทุกๆ วัน แต่พอผมได้ไปค่ายและได้ฟังเรื่องของโยบ ความคิดผมเปลี่ยนไป ผมเลิกคิดว่า ทำไม ผมเลิกคิดแล้วว่าผมทำอะไรผิด ตอนนี้ผมคิดว่ามันเกิดขึ้นไปแล้ว แก้อะไรไม่ได้ และผมก็คิดถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า พอผมคิดถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ผมจึงรู้ว่าพระเจ้ามีแผนการเสมอ จงไว้ใจในพระเจ้า และนี่คือสิ่งที่พระเจ้าบอกผมครับ ขอบคุณครับ

คุณภาวัต ภักดีชุมพล

คำพยานแฮปปี้แคมป์