| Period 1939-1955 |
|
|
|
| About Maitrichit - History | |||
| Tuesday, 17 February 2009 21:18 | |||
ค.ศ.1939-1955ปี ค.ศ. 1939 ดร.จอห์น ซง ได้มาเทศนาประกาศที่เมืองไทย ทำให้สมาชิกได้รับการฟื้นฟู และได้ตั้งกองประกาศร่วมกับสมาชิกของคริสตจักรสะพานเหลือง และคริสตจักรสาธร ทำการประกาศพระกิตติคุณอย่างแข็งขัน
ปี ค.ศ. 1940-1947 อ.ยาโคบ ลิม เป็นศิษยาภิบาลประจำคริสตจักร ปี ค.ศ. 1942-1945 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และทหารญี่ปุ่นบุกเข้ามาในประเทศไทย กรุงเทพฯ เป็นจุดทิ้งระเบิด ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงหวอดังขึ้น ประชาชนต่างต้องวิ่งเข้าหาที่กำบังเพื่อรักษาชีวิต สมาชิกของคริสตจักรในขณะนั้นก็แยกย้ายไปอยู่ตามหัวเมือง มีคนที่มานมัสการในวันอาทิตย์อยู่เป็นประจำเพียงจำนวนน้อย งานโรงเรียนรวีวารศึกษาที่นำโดยคุณลิ่งเฮงเตียก กับคุณไสว ตู้สิริ ได้หยุดชะงักลง ปี ค.ศ. 1945 หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 สมาชิกได้ทยอยกลับเข้ามาในกรุงเทพฯ และมีสมาชิกใหม่ที่ย้ายถิ่นฐานมาจากซัวเถา ปี ค.ศ. 1946 รัฐบาลไทยได้อนุญาตให้โรงเรียนซือลิบจิงกวงเปิดทำการสอนตามปกติ งานด้านต่างๆ เริ่มเข้าสู่รูปเดิม ปี ค.ศ. 1948 อ.ลิ้มป้วยหงีและภรรยา ได้รับเชิญมาจากหาดใหญ่ เพื่อเป็นศิษยาภิบาลประจำคริสตจักร ในเวลานั้นจำนวนสมาชิกได้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 200 คน ในปี ค.ศ. 1949 คุณชีพ โลห์ตระกูล เลขาธิการของคริสตจักรได้เข้ามาช่วยเหลืองาน อ.ลิมป้วยหงี งานด้านต่างๆ ของคริสตจักรได้รับการอวยพรจากพระเจ้า ปี ค.ศ. 1950 สมาชิกได้ร่วมกันถวายเงินเพื่อต่อเติมชั้น 3 ของตัวโบสถ์ เพื่อใช้เป็นห้องเรียนของโรงเรียนซือลิบจิงกวง และภายใต้การนำของ อ.ลิมป้วยหงี คริสตจักรไมตรีจิตได้ก่อตั้งสถานประกาศตลาดพลู ด้านฝั่งธนบุรี เพื่อประกาศแก่ชาวจีนในบริเวณนั้น ในปีต่อมาสถานประกาศถูกไฟไหม้ แต่ด้วยการช่วยเหลือของสภาคริสตจักรฯ ก็ได้เซ้งห้องแถว 2 คูหาตรงข้ามกับที่เดิม ใช้เป็นสถานประกาศ ปี ค.ศ. 1952, 21 กันยายน จากการสนับสนุนของสมาชิกส่วนหนึ่ง คณะศาสนาจารย์นำโดย ศจ.โวธ (Rev.Peter A. Voth) ได้แต่งตั้ง อ.ลิมป่วยหงี เป็นศาสนาจารย์ประจำคริสตจักร ปี ค.ศ. 1953 เนื่องด้วยรัฐบาลไม่อนุญาตให้สุสานที่เจริญกรุงในการฝังศพต่อไป จึงมีมติของคณะสงเคราะห์ให้ขายที่ดินริมถนนบางส่วน (ครึ่งหนึ่ง) ย้ายสุสานไปยังนครปฐม? ส่วนที่เหลือใช้เป็นสถานคริสเตียนบริการในภายหลัง (เงินของที่ดินได้ใช้สร้างอนุบาลทางด้านซ้ายเป็นตึก 3 ชั้น) ปี ค.ศ. 1954 เนื่องจากห้องเรียนของโรงเรียนไม่พอเพียง จึงได้มีการต่อเติมชั้น 3 ทางด้านซ้ายของตัวโบสถ์ ปี ค.ศ. 1955 จำนวนนักเรียนของโรงเรียนซือลิบจิงกวงได้เพิ่มจำนวนขึ้นจนห้องเรียนมีไม่เพียงพอ จึงได้สร้างอาคารสูง 3 ชั้น ทางด้านขวาของตัวโบสถ์ (เป็นอาคารที่เป็นห้องอนุบาลในปัจจุบัน)
|
|||
| Last Updated ( Tuesday, 17 February 2009 21:20 ) |



