| Period 1837-1853 |
|
|
|
| About Maitrichit - History | |
| Saturday, 09 August 2008 15:33 | |
ค.ศ.1837-1853จากหลักฐานที่ปรากฏในประวัติของคริสตจักรในประเทศไทย คริสตจักรไมตรีจิต เป็นคริสตจักรโปร แตสแตนท์แห่งแรกในประเทศไทย และเป็นคริสตจักรจีนแห่งแรกของคณะแบ๊บติสท์ในที่ก่อตั้งขึ้นในทวีปเอเชีย และได้สถาปนาเป็นคริสตจักร ในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1837
ปี ค.ศ. 1828? วันที่ 23 สิงหาคม ศจ.กุตสลาฟฟ์ (Rev. Carl Gutzlaff M.D.) ศาสนาจารย์ชาวเยอรมันสังกัดคณะมิชชั่นของคริสตจักรฮอลันดา ร่วมกับ ศจ.ทอมลิน (Rev.Jacob Tomlin) ผู้ประกาศจากคณะลอนดอน ได้โดยสารเรือใบจีนจากประเทศสิงค์โปร์มายังกรุงเทพฯ เพื่อมาประกาศข่าวประเสริฐ นี่เป็นมิชชันนารีคณะแรกที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย? กรุงเทพฯ ในเวลานั้นมีโอกาสที่จะประกาศพระกิตติคุณเป็นอันมาก ศจ. ทอมลินจึงได้เขียนจดหมายถึงคริสตจักรในประเทศสหรัฐฯ และ ถึง ศจ.จัดสัน? (Rev.Adoniram M. Judson) มิชชันนารีคณะแบ๊บติสท์ซึ่งทำงานอยู่ในประเทศพม่า ขอให้ส่งมิชชั่นนารีมายังประเทศไทย ปี ค.ศ.1833, 22 มีนาคม ศจ.โจนส์ และภรรยา (Rev. & Mrs.John Taylor Jones) ได้เดินทางมาถึงประเทศไทย เป็นมิชชันนารีคนแรกของคณะอเมริกันแบ๊บติสต์มิชชั่นที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย แต่สภาพแวดล้อมในขณะนั้นยังไม่เอื้ออำนวย ท่านจึงทำได้แต่เพียงประกาศกับชาวจีนที่พำนักอยู่ในเมืองไทยเท่านั้น ในประวัติศาสตร์ของมิชชั่นนารีระบุว่า ศจ.โจนส์ เป็นผู้เริ่มต้นงานของคณะแบ๊บติสท์ในประเทศไทย? และวันที่ 22 กันยายน เป็นวันแรกที่มีชาวจีนกลับใจเชื่อพระเจ้าและรับบัพติศมาจำนวน 3 คน ได้แก่ บุ่งตี่ เผ่งเจก และซิงแซเจก ตามหลักฐานระบุว่า ศจ.กุตส์ลาฟฟ์ เป็นผู้ที่นำคุณบุ่งตี่มาเป็นคริสเตียน ปี ค.ศ. 1834 คณะอเมริกันแบ๊บติสต์มิชชชั่นได้เลือก ศจ.ดีน และภรรยา (Rev.&Mrs. William Dean D.D.) มาทำงานด้านการประกาศกับชาวจีนโดยตรง ปี ค.ศ. 1835, วันที่ 11 มกราคม ศจ.ดีนและภรรยาได้เดินทางมาถึงสิงคโปร์ แต่ในวันที่ 5 มีนาคม แหม่มดีนได้เสียชีวิตจากการให้กำเนิดบุตรสาว (มาทิลดา) แม้ว่าหมอบรัดเลย์และภรรยา (Dr.&Mrs. Dan Beach Bradley) ที่ได้โดยสารมาในเรือลำเดียวกันได้ช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ก็ไม่สามารถรักษาชีวิตของแหม่มดีนไว้ได้ หมอบรัดเลย์และภรรยาก็เพิ่งจะสูญเสียลูกสาวเมื่อไม่นานมานี้ จึงรับมาทิลดา (Ms.Matilda Dean) มาเลี้ยงดู ในเวลาเดียวกัน ศจ.โจนส์ก็ได้เดินทางจากรุงเทพฯ ไปประเทศสิงคโปร์ เพื่อรับ ศจ.ดีน ระหว่างที่ทั้งสองท่านเดินทางกลับมายังสยาม เรือที่ท่านโดยสารมาได้ปะทะกับโจรสลัด โจรสลัดเข้าใจผิดว่ากล่องเอกสารที่นำติดตัวมาด้วยเป็นสมบัติมีค่า จึงแย่งชิง และจับ ศจ.โจนส์ โยนลงไปในทะเล ส่วน ศจ.ดีน ได้รับบาดเจ็บจากดาบปลายปืนที่แทงเสียบขึ้นมาบนเรือ แผลลึกเกือบทะลุลำตัวของท่านถึงสองแผล เมื่อโจรสลัดจากไปแล้ว ศจ.ดีน รีบช่วยเหลือ ศจ.โจนส์ ขึ้นมาจากน้ำ โดยไม่ได้นึกถึงอันตรายใดๆ และลืมความเจ็บปวดจากบาดแผลของท่าน เมื่อ ศจ.โจนส์ ฟื้นก็ได้ใช้มีดพกทำการผ่าเอาเหล็กแหลมที่ฝังอยู่ที่ข้อมือของ ศจ.ดีน ออก แต่จากการที่เสียเลือดมากทำให้ ศจ.ดีน สลบจนเกือบจะเสียชีวิต ขอบคุณพระเจ้าที่ได้ทรงคุ้มครองท่านทั้งสองให้เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ 18 กรกฎาคม เวลา 20:00 น. หลังผ่านวิกฤติการณ์ใหญ่ในชีวิตถึง 2 ครั้ง ศจ.ดีน ต้องเผชิญกับความทุกข์และความโดดเดี่ยว แต่ท่านไม่เคยลืมการทรงเรียกจากพระเจ้า ท่านประกาศพระกิตติคุณอย่างสุดกำลัง ภายในเวลาไม่กี่เดือนท่านก็สามารถที่จะใช้ภาษาแต้จิ๋วง่ายๆ ได้ในการประกาศ ในเดือนธันวาคม ท่านได้เป็นผู้ประกอบพิธีบัพติศมาให้กับชาวจีน 3 คน ที่แม่น้ำเจ้าพระยา ในขณะนั้นมีผู้มาร่วมนมัสการประมาณ 50 กว่าคนในทุกสัปดาห์ และจำนวนก็ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในปี ค.ศ. 1836, เดือนกรกฎาคม อ.รีด (Mr. Alanron Reed) กับ อ.ชังค์ (Mr. J.L.Shunck) ได้เดินทางมาถึงกรุงเพทฯ และได้อาศัยอยู่บนแพและล่องไปตามแม่น้ำเพื่อแจกใบประกาศพระกิตติคุณ ในเดือนเดียวกัน แหม่มดาเวนพอร์ท (Ms. Davenport) เป็นผู้ประกาศและมีความสามารถด้านการพิมพ์ ได้มายังประเทศไทย เพื่อตั้งโรงพิมพ์ของคณะแบ๊บติสต์ที่นี่ เพื่อพิมพ์ใบประกาศพระกิตติคุณ พระคัมภีร์ภาษาไทย-จีน? ต่อมาในวันที่ 29 สิงหาคม? อ.รีด ได้ล้มป่วยและเสียชีวิต เมื่อมีอายุได้ 30 ปี และในเดือนเดียวกัน อ.ชังค์ก็ถูกส่งไปทำงานที่มาเก๊า และย้ายไปฮ่องกงในปี ค.ศ. 1842 ในปี ค.ศ. 1837, วันที่ 1 กรกฎาคม ศจ.มัลคอม (Rev.Malcom) ผู้แทนจากคณะอเมริกันแบ๊บติสท์มิชชั่นได้มาเยี่ยมดูงานที่ประเทศไทย และได้สถาปนาคริสตจักรแห่งนี้ขึ้น ซึ่งในเวลานั้นมีสมาชิก 11 คน โดยมี ศจ.ดีน เป็นศิษยาภิบาลคนแรกของคริสตจักร ในระยะแรกคริสตจักรเติบโตช้ามาก ในปี ค.ศ. 1839 คณะอเมริกันแบ๊บติสท์ได้ส่งมิชชันนารี คือ ศจ.ก๊อดดาร์ดและภรรยา (Rev.&Mrs.Josiah Goddard) มาช่วยงานชาวจีน และเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ วันที่ 22 สิงหาคม ศจ.สลาฟเตอร์และภรรยา (Rev.&Mrs. C.H.Slafter) ได้มาประกาศกับคนไทย และได้สร้างโบสถ์ขึ้นหลังหนึ่งและมีผู้รับบัพติศมา 3 คน แต่ละอาทิตย์มีผู้มาประชุมเป็นชาวจีน 20 คน และชาวไทย 30-50 คน และยังได้เปิดโรงเรียนขึ้น 2 แห่ง เป็นโรงเรียนจีนซึ่งดำเนินการโดยแหม่มดาเวนพอร์ท ในปี ค.ศ. 1840, วันที่ 7 เมษายน ศจ.สลาฟเตอร์เสียชีวิต เนื่องจากป่วยเป็นไข้ ท่านเสียชีวิตขณะที่มีอายุ 29 ปี ในปี ค.ศ. 1841, มีชาวจีน 6 คน กับชาวไทย 1 คน รับบัพติศมา และในวันนั้น ศจ.ดีน ได้เปิดชั้นเรียนพระคัมภีร์เพื่ออบรมชาวจีนให้ออกไปประกาศ ซึ่งเกิดผลอย่างมากมายในภายหลัง ในปี ค.ศ. 1842, ศจ.ดีนล้มป่วยลง จึงได้ไปพักรักษาตัวที่ฮ่องกง เมื่อหายเป็นปกติท่านก็ทำงานที่ฮ่องกง จนกระทั่งปี ค.ศ. 1864 ท่านได้กลับมาทำงานในประเทศไทยอีกครั้ง ในปี ค.ศ. 1844, สุขภาพของศจ.โจนส์ กับ แหม่มดาเวนพอร์ทได้ทรุดโทรมลง จึงได้ไปพักรักษาตัวที่สหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 1846, อ.เจงค์สและภรรยา (Mr.&Mrs. Jencks) ได้มาช่วยงานในประเทศไทย แต่อยู่ได้ไม่นานนักก็ต้องเดินทางกลับสหรัฐฯ เนื่องจากแหม่มเจนค์สล้มป่วย และได้เสียชีวิตระหว่างเดินทางกลับ ในปี ค.ศ. 1848, ศจ.ก๊อดดาร์ด ถูกย้ายไปทำงานที่หลิงโป เนื่องด้วยปัญหาสุขภาพ ซึ่งท่านได้ทำงานในเมืองไทยรวมเป็นเวลา 8 ปี ในปี ค.ศ. 1848, มิสมอร์ส (Miss Harriet H. Morse) ได้มาทำงานกับคนไทยโดยตรง งานของเธอประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่เธอต้องเดินทางกลับ ในปี ค.ศ. 1855 เพราะปัญหาสุขภาพ ในปี ค.ศ. 1848-1849, คริสตจักรแห่งนี้ก่อตั้งมาแล้ว 11-12 ปี ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของผู้ประกาศชาวจีน กับค่าใช้จ่ายของโรงเรียนทั้งสองแห่งเป็นเวลา 6 เดือน แต่ในปี ค.ศ. 1850 ผู้ประกาศชาวจีนเสียชีวิตลง ศจ.ดีนจึงได้กลับมาอยู่ที่ประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งเป็นระยะเวลาสั้นๆ เพื่อดูแลงานต่างๆ ซึ่งขณะนั้นมีสมาชิกในคริสตจักร 35 คน เป็นชาวจีน 30 คน ในปี ค.ศ. 1851, เมษายน ศจ.แชมอร์ (Rev.William Ashmore D.D.) ได้มาทำงานประกาศกับชาวจีนในประเทศไทย ท่านได้ทำงานอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลา 7 ปี จึงย้ายไปฮ่องกง ในปี ค.ศ. 1864 ในปี ค.ศ. 1853, มีพี่น้องชาวไทยรับบัพติศมา 8 คน ในปีนี้ อ.แชนด์เลอร์และภรรยา (Mr.&Mrs. Chandler) กับ ศจ.เทลฟอร์ดและภรรยา ถูกส่งมาประเทศไทย ศจ.เทลฟอร์ดได้รับใช้อย่างสัตย์ซื่อจนกระทั่งปี ค.ศ. 1864 จึงได้กลับไปยังสหรัฐฯ เนื่องจากภรรยาของท่านมีสุขภาพที่ทรุดโทรมลง
|
|
| Last Updated ( Tuesday, 17 March 2009 10:13 ) |



