Thursday, March 11, 2010
พันธกิจประกาศ PDF Print E-mail
User Rating: / 1
PoorBest 
About Maitrichit - Ministry
Wednesday, 25 March 2009 13:42
พันธกิจการประกาศ

อ เชิดชาย อิงเวโรจน์

          ขอบพระคุณพระเจ้าที่คริสตจักรไมตรีจิตตระหนักถึงชีวิตคริสเตียนที่มีหัวใจ แห่งพระมหาบัญญัติ คือการรักพระเจ้า และรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง  การรักพระเจ้าคือทำตามพระทัยของพระองค์ พระทัยของพระองค์คือปรารถนาให้คนรอด (2 เปโตร 3.9) ส่วนหนึ่งของการรักเพื่อนบ้านคือการที่เราก็ปรารถนาให้เขาได้รับความรอด ดังนั้น คริสเตียนจึงต้องตระหนักถึงพระมหาบัญชาที่ให้เราประกาศ สร้างสาวก
         
          เมื่อมิชชั่นนารีข้ามน้ำข้ามทะเลมาประกาศข่าวประเสริฐแก่คนจีนและคนไทยใน ประเทศไทยตั้งแต่ปี 1828 และคริสตจักรไมตรีจิต (ชื่อวัดเกาะในสมัยเริ่มแรก) ได้ก่อตั้งขึ้นในปี 1837 ด้วยจำนวนคน 11 คน คริสตจักรไมตรีจิตก็ประกาศข่าวประเสริฐต่อไป จากเยรูซาเล็ม (เทียบเป็นกรุงเทพ) ไปสะมาเรีย (เทีบบเป็นปริมณฑล) ไปยูเดีย (เทียบเป็นประเทศไทย) และไปสุดปลายแผ่นดิน (เทียบเป็นต่างประเทศ)

            จากอดีตจนถึงปัจจุบัน คริสตจักรไมตรีจิตประกาศข่าวประเสริฐผ่านหลายๆ ช่องทาง เช่น แจกใบปลิว ประกาศตามสวนสาธารณะ ประกาศในโรงเรียน ในโรงงาน ในโรงพยาบาล หน่วยแพทย์เคลื่อนที่  เรือนจำ  จัดการประกาศกลุ่มย่อยบ้าง กลุ่มใหญ่บ้าง การประกาศคืนวันอาทิตย์ การประกาศตามเทศกาลต่างๆ และการประกาศตามสายสัมพันธ์ เป็นต้น

การประกาศตามสายสัมพันธ์

          การประกาศตามสายสัมพันธ์เปรียบเหมือนการตอนกิ่ง  เราต้องควั่นจิตใจคนที่ไม่เชื่อออกด้วยคำอธิษฐาน  และพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการนำคนที่ยังไม่เชื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงใน เรื่องความผิด  ความบาป  การพิพากษาและความชอบธรรมที่มาโดยพระเยซูคริสต์ (ยอห์น16:8) ดังนั้นคริสเตียนคนหนึ่งเปรียบได้กับกาบมะพร้าวด้านหนึ่งที่ต้องการกาบ มะพร้าวอีกด้านหนึ่งมาประกบ ซึ่งมะพร้าวอีกด้านนั้นอาจเป็นศิษยาภิบาล หรือเพื่อนคริสเตียน เมื่อเรารวมพลังกัน การประกาศตามสายสัมพันธ์จึงสามารถเกิดผลได้เหมือนเกษตรกรตอนกิ่งเพื่อเกิด ผลิตผลเพิ่มเติม

          การประกาศตามสายสัมพันธ์จึงเป็นการเชิญชวน “ญาติ-มิตร” มาสนใจข่าวประเสริฐ ไม่ว่าจะเป็นญาติสายทางตรง สายทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนเรียน เพื่อนทำงาน เพื่อนบ้าน เพื่อนของเพื่อนอีกที  คริสตจักรไมตรีจิตมีกลุ่มสามัคคีธรรมตามวัยต่างๆ  ดังนั้น เราหนุนใจให้สมาชิกตามวัยต่างๆห่วงใยใส่ใจ “ญาติมิตร” เริ่มต้นด้วยการคิดถึง “ชื่อ” อย่างน้อย 1 คน  และอธิษฐาน เชิญชวนมาร่วมกิจกรรมของคริสตจักร เป็นต้น เมื่อ “ญาติมิตร” เชื่อพระเจ้า ก็สามารถให้กลุ่มสามัคคีธรรมตามวัยเหล่านี้เลี้ยงดูให้พวกเขาเจริญเติบโตใน พระคริสต์ต่อไป ทำให้ครบวงจรของ “การประกาศและการเลี้ยงดู”

          ตัวอย่าง ตั้งแต่ปี 2004 จนถึงเดือนมิถุนายน 2006 ในกลุ่มสามัคคีธรรมตามวัยต่างๆ มีผู้ที่ร่วมโครงการ 291 คน พวกเขาได้เสนอชื่อผู้คนที่ยังไม่เชื่อที่พวกเขาห่วงใยทั้งหมด 1,173 คน มีผู้มาเชื่อพระเยซูรวมทั้งสิ้น 57 คน 

          นอกจากนี้เพื่อให้มีสื่อช่วยประกาศตามสายสัมพันธ์ คริสตจักรจึงเริ่มส่งเสริมให้สมาชิกเขียนคำพยานชีวิตถึงสิ่งที่พระเจ้าทรง กระทำในชีวิต เช่น พระองค์ทรงเลี้ยงดู ทรงช่วยกู้ เป็นต้น ในปี 2000 คริสตจักรได้จัดพิมพ์หนังสือ “คำพยานชีวิต” ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการประกาศและเป็นพยานด้วย
งานมิชชั่น จากเยรูซาเล็มสู่สุดปลายแผ่นดินโลก
คริ สตจักรไมตรีจิตตระหนักถึงความสำคัญของการตั้งคริสตจักร  ซึ่งต้องใช้เวลาตั้งแต่ “ตั้งไข่ ฟักตัว ออกเป็นลูกไก่” เราใช้งานคริสเตียนบริการเป็นสะพานเชื่อม จาก “ตั้งไข่” จนถึงการสถาปนาเป็นคริสตจักรในเวลาที่ต่างกันในแต่ละท้องที่ คริสตจักรไมตรีจิตสถาปนาคริสตจักรตลาดพลูแบ๊บติสต์ในปี 1983 และคริสตจักรตลาดพลูได้ตั้งไข่คริสตจักรเอกชัยแบ๊บติสต์ในปี 1991 และสถาปนาเป็นคริสตจักรในปี 2003
พระเจ้าทรงนำให้เราปรับเปลี่ยน จาก “สุสานเป็นคริสตจักร” เราสถาปนาคริสตจักรเจริญกรุงไมตรีจิตในวันที่ 1 มีนาคม 1987 พระเจ้าทรงนำเราให้สถาปนาคริสตจักรเตาปูนไมตรีจิตในวันที่ 22 กันยายน 1991 และสถาปนาคริสตจักรไมตรีจิตหลังสวนในวันที่ 14 มกราคม 1996
จาก นั้น คริสตจักรก็เริ่มแสวงหาน้ำพระทัยในการตั้งสถานประกาศแห่งใหม่ จึงเกิดสถานประกาศไมตรีจิตเลิศอุบลในปี  1998 ในปี 2006 คริสตจักรซื้อตึกแถว 2 คูหาเพื่อพัฒนาให้เป็นคริสตจักรในอนาคต และเนื่องจากสถานที่ใหม่นี้อยู่หน้าสวนสยาม จึงเปลี่ยนชื่อเป็นสถานประกาศไมตรีจิตสวนสยาม นอกจากนี้ ในปี 2003 คริสตจักรยังมีพันธกิจไมตรีจิตบุ๊คคอร์นเนอร์ที่รามคำแหง 12 โดยตั้งใจใช้มุมหนังสือเป็นช่องทางแห่งการเชิญชวนผู้คนให้มารู้จักพระเจ้า
พระ เจ้าทรงนำเราเคลื่อนจากเยรูซาเล็ม(กรุงเทพ) ไปยังยูเดีย(ปริมณฑล) คริสตจักรไมตรีจิตด้วยความร่วมมือของ TBMF ได้สถาปนาคริสตจักรไมตรีจิตบางพลีในปี 2000
ไม่เพียงงานสถานประกาศ ซึ่งมักจะนำด้วยงานคริสเตียนบริการ คริสตจักรยังได้เคลื่อนสู่พันธกิจมิชชั่น เริ่มจากมิชชั่นในประเทศ โดยตั้งหน่วยงาน “มิชชั่นไมตรีจิต” ในปี 1978 และจากปี 1979 ถึง 2007 พระเจ้าทรงใช้มิชชั่นไมตรีจิตตั้งคริสตจักร 7 แห่ง และ สถานประกาศ อีก 8 แห่ง
เมื่อคริสตจักรไมตรีจิตอธิษฐาน พระเจ้าจะทรงใช้คริสตจักรไมตรีจิตทำพันธกิจมิชชั่นต่อไป และพันธกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น คือ “พันธกิจมิชชั่นต่างแดน” นี่คือคำอธิษฐานของคริสตจักรที่เคลื่อนตามพระทัย ตามเวลา และตามความสามารถที่พระองค์ประทานแก่คริสตจักรไมตรีจิต ทั้ง “เงิน” “งาน” และ “คน”
งานใส่ใจสังคม สะพานเชื่อมสู่การประกาศ
คริสตจักรสร้างงาน หลายด้านเป็นการแสดงออกถึงความรักความห่วงใยต่อสังคม อีกทั้งเป็นการสร้างสะพานเชื่อมสู่การประกาศ เช่น งานการศึกษา งานแพทย์ งานสงเคราะห์ เป็นต้น
งานโรงเรียน  คริสตจักรไมตรีจิตตั้งโรงเรียนซือลิบจิงกวง เป็นโรงเรียนประถม ปัจจุบันนี้ก็เสร็จสิ้นภารกิจปิดกิจการ ปรับเปลี่ยนเป็นศูนย์คริสเตียนบริการไมตรีจิต  ส่วนโรงเรียนอนุบาลแสงประเสริฐ (ปัจจุบันตั้งอยู่ที่หลังสวนซอย 5) แตกหน่อจากโรงเรียนซือลิบจิงกวงในวันที่ 23 พฤษภาคม 1960 รับใช้พระเจ้าตั้งแต่ต้นจนปัจจุบันก็กว่า 50 ปี  นอกจากนี้ คริสตจักรตระหนักถึงบทบาทของ “โรงเรียนประจำ” ที่สามารถใส่ใจเลี้ยงดูปลูกฝังความดีงามจากพระวจนะแก่เยาวชน จึงตั้ง “โรงเรียนสามมุกคริสเตียนวิทยา” ในปี 1962 ขอบคุณพระเจ้าที่มีนักเรียนจำนวนมาก
ศูนย์คริสเตียนบริการไมตรีจิต  เมื่อคริสตจักรได้เสร็จสิ้นพันธกิจโรงเรียนซือลิบจิงกวง  คริสตจักรได้หยุดงานการศึกษานี้ไประยะหนึ่ง  จากนั้น คริสตจักรเริ่มงานศูนย์คริสเตียนบริการไมตรีจิตในยุค ”ฟองสบู่แตก” เพื่อเป็นการบริการชุมชน เปิดสอนภาษาจีนกลาง ภาษาอังกฤษ สอนคอมพิวเตอร์ สอนดนตรี เช่น กีตาร์ สอนการเย็บปักถักร้อย เช่น การเย็บเสื้อ การทำดอกไม้ประดิษฐ์ สอนการทำอาหาร เช่น ทำขนมจีบซาลาเปา เป็นต้น เราหวังว่าสามารถสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนผ่านการเรียนการสอน และสามารถนำเขาเหล่านั้นมาตอบสนองต่อข่าวประเสริฐในโอกาสต่อไป
คริสตจักร มีภาระใจต่อ “ผู้ถูกจองจำ” มีการจัดการเยี่ยมเยียนและประกาศในเรือนจำเป็นระยะๆ เช่น ช่วงปี 1987 ก็มีกลุ่มไปทำงานกับเรือนจำ ในปี 2000 คริสตจักรกลับมาใส่ใจอีกครั้งโดยเลือกสถานฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนหญิง “บ้านปรานี” คริสตจักรยังใส่ใจ “ผู้ลำบากเหน็ดเหนื่อย” จากผลกระทบจากเชื้อ HIV ในพันธกิจ “บ้านสะมาเรีย” ด้วย งานเหล่านี้ล้วนเป็นโอกาสที่คริสตจักรได้แสดงความรัก และได้รับใช้พระเจ้า
นอก จากนี้ คริสตจักรมีงานสงเคราะห์ผู้ยากไร้ จัดตั้งกองทุนการศึกษา มีงานณาปนกิจสงเคราะห์  หน่วยแพทย์เคลื่อนที่  สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นโอกาสของการแสดงความรักและรับใช้พระเจ้า ตามที่พระองค์ทรงสอนว่าให้รักพระเจ้า และรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง  เมื่อเขาเห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์ (มัทธิว 5.16)

งานมิชชั่น จากเยรูซาเล็มสู่สุดปลายแผ่นดินโลก

          คริสตจักรไมตรีจิตตระหนักถึงความสำคัญของการตั้งคริสตจักร  ซึ่งต้องใช้เวลาตั้งแต่ “ตั้งไข่ ฟักตัว ออกเป็นลูกไก่” เราใช้งานคริสเตียนบริการเป็นสะพานเชื่อม จาก “ตั้งไข่” จนถึงการสถาปนาเป็นคริสตจักรในเวลาที่ต่างกันในแต่ละท้องที่ คริสตจักรไมตรีจิตสถาปนาคริสตจักรตลาดพลูแบ๊บติสต์ในปี 1983 และคริสตจักรตลาดพลูได้ตั้งไข่คริสตจักรเอกชัยแบ๊บติสต์ในปี 1991 และสถาปนาเป็นคริสตจักรในปี 2003
   
          พระเจ้าทรงนำให้เราปรับเปลี่ยน จาก “สุสานเป็นคริสตจักร” เราสถาปนาคริสตจักรเจริญกรุงไมตรีจิตในวันที่ 1 มีนาคม 1987 พระเจ้าทรงนำเราให้สถาปนาคริสตจักรเตาปูนไมตรีจิตในวันที่ 22 กันยายน 1991 และสถาปนาคริสตจักรไมตรีจิตหลังสวนในวันที่ 14 มกราคม 1996
จากนั้น คริสตจักรก็เริ่มแสวงหาน้ำพระทัยในการตั้งสถานประกาศแห่งใหม่ จึงเกิดสถานประกาศไมตรีจิตเลิศอุบลในปี  1998 ในปี 2006 คริสตจักรซื้อตึกแถว 2 คูหาเพื่อพัฒนาให้เป็นคริสตจักรในอนาคต และเนื่องจากสถานที่ใหม่นี้อยู่หน้าสวนสยาม จึงเปลี่ยนชื่อเป็นสถานประกาศไมตรีจิตสวนสยาม นอกจากนี้ ในปี 2003 คริสตจักรยังมีพันธกิจไมตรีจิตบุ๊คคอร์นเนอร์ที่รามคำแหง 12 โดยตั้งใจใช้มุมหนังสือเป็นช่องทางแห่งการเชิญชวนผู้คนให้มารู้จักพระเจ้า
พระ เจ้าทรงนำเราเคลื่อนจากเยรูซาเล็ม(กรุงเทพ) ไปยังยูเดีย(ปริมณฑล) คริสตจักรไมตรีจิตด้วยความร่วมมือของ TBMF ได้สถาปนาคริสตจักรไมตรีจิตบางพลีในปี 2000

          ไม่เพียงงานสถานประกาศ ซึ่งมักจะนำด้วยงานคริสเตียนบริการ คริสตจักรยังได้เคลื่อนสู่พันธกิจมิชชั่น เริ่มจากมิชชั่นในประเทศ โดยตั้งหน่วยงาน “มิชชั่นไมตรีจิต” ในปี 1978 และจากปี 1979 ถึง 2007 พระเจ้าทรงใช้มิชชั่นไมตรีจิตตั้งคริสตจักร 7 แห่ง และ สถานประกาศ อีก 8 แห่ง

          เมื่อคริสตจักรไมตรีจิตอธิษฐาน พระเจ้าจะทรงใช้คริสตจักรไมตรีจิตทำพันธกิจมิชชั่นต่อไป และพันธกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น คือ “พันธกิจมิชชั่นต่างแดน” นี่คือคำอธิษฐานของคริสตจักรที่เคลื่อนตามพระทัย ตามเวลา และตามความสามารถที่พระองค์ประทานแก่คริสตจักรไมตรีจิต ทั้ง “เงิน” “งาน” และ “คน”

งานใส่ใจสังคม สะพานเชื่อมสู่การประกาศ

          คริสตจักรสร้างงานหลายด้านเป็นการแสดงออกถึงความรักความห่วงใยต่อสังคม อีกทั้งเป็นการสร้างสะพานเชื่อมสู่การประกาศ เช่น งานการศึกษา งานแพทย์ งานสงเคราะห์ เป็นต้น

          งานโรงเรียน  คริสตจักรไมตรีจิตตั้งโรงเรียนซือลิบจิงกวง เป็นโรงเรียนประถม ปัจจุบันนี้ก็เสร็จสิ้นภารกิจปิดกิจการ ปรับเปลี่ยนเป็นศูนย์คริสเตียนบริการไมตรีจิต  ส่วนโรงเรียนอนุบาลแสงประเสริฐ (ปัจจุบันตั้งอยู่ที่หลังสวนซอย 5) แตกหน่อจากโรงเรียนซือลิบจิงกวงในวันที่ 23 พฤษภาคม 1960 รับใช้พระเจ้าตั้งแต่ต้นจนปัจจุบันก็กว่า 50 ปี  นอกจากนี้ คริสตจักรตระหนักถึงบทบาทของ “โรงเรียนประจำ” ที่สามารถใส่ใจเลี้ยงดูปลูกฝังความดีงามจากพระวจนะแก่เยาวชน จึงตั้ง “โรงเรียนสามมุกคริสเตียนวิทยา” ในปี 1962 ขอบคุณพระเจ้าที่มีนักเรียนจำนวนมาก

          ศูนย์คริสเตียนบริการไมตรีจิต  เมื่อคริสตจักรได้เสร็จสิ้นพันธกิจโรงเรียนซือลิบจิงกวง  คริสตจักรได้หยุดงานการศึกษานี้ไประยะหนึ่ง  จากนั้น คริสตจักรเริ่มงานศูนย์คริสเตียนบริการไมตรีจิตในยุค ”ฟองสบู่แตก” เพื่อเป็นการบริการชุมชน เปิดสอนภาษาจีนกลาง ภาษาอังกฤษ สอนคอมพิวเตอร์ สอนดนตรี เช่น กีตาร์ สอนการเย็บปักถักร้อย เช่น การเย็บเสื้อ การทำดอกไม้ประดิษฐ์ สอนการทำอาหาร เช่น ทำขนมจีบซาลาเปา เป็นต้น เราหวังว่าสามารถสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนผ่านการเรียนการสอน และสามารถนำเขาเหล่านั้นมาตอบสนองต่อข่าวประเสริฐในโอกาสต่อไป

          คริสตจักรมีภาระใจต่อ “ผู้ถูกจองจำ” มีการจัดการเยี่ยมเยียนและประกาศในเรือนจำเป็นระยะๆ เช่น ช่วงปี 1987 ก็มีกลุ่มไปทำงานกับเรือนจำ ในปี 2000 คริสตจักรกลับมาใส่ใจอีกครั้งโดยเลือกสถานฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนหญิง “บ้านปรานี” คริสตจักรยังใส่ใจ “ผู้ลำบากเหน็ดเหนื่อย” จากผลกระทบจากเชื้อ HIV ในพันธกิจ “บ้านสะมาเรีย” ด้วย งานเหล่านี้ล้วนเป็นโอกาสที่คริสตจักรได้แสดงความรัก และได้รับใช้พระเจ้า

          นอกจากนี้ คริสตจักรมีงานสงเคราะห์ผู้ยากไร้ จัดตั้งกองทุนการศึกษา มีงานณาปนกิจสงเคราะห์  หน่วยแพทย์เคลื่อนที่  สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นโอกาสของการแสดงความรักและรับใช้พระเจ้า ตามที่พระองค์ทรงสอนว่าให้รักพระเจ้า และรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง  เมื่อเขาเห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์ (มัทธิว 5.16)