
...
Read More
| พันธกิจสามัคคีธรรม |
|
|
|
| About Maitrichit - Ministry | |
| Wednesday, 25 March 2009 13:43 | |
|
พันธกิจสามัคคีธรรม คุณวีรวงศ์ วงศ์คงเดช และคุณวารินทร์ ควรทรงธรรม พันธกิจสามัคคีธรรมเป็นการที่คริสเตียนแสดงออกถึง “ความรัก” รักกันและกัน แบ่งปันทุกข์สุข เยี่ยมเยียนหนุนใจกัน เติบโตด้วยกัน ร่วมรับใช้ด้วยกัน คริสตจักรจัดการสามัคคีธรรมตามเทศกาลโอกาสต่างๆ และตามวัย เช่น วัยอนุชน (ชอขิบ = วัย 9-12 ปี ตงขิบ = 13-16 ปี เกาขิบ = 17-20 ปี แชนี้ = 21-24 ปี) วัยผู้ใหญ่ (คาเลบ = 25-35 ปี โยชูวา = 36-60 ปี วัยพระพร บุรุษ สตรี) วัยอนุชน อนุชน เป็นวัยที่มีกำลังมากมาย เป็นวัยแห่งการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ชอบทำในสิ่งที่ท้าทาย เป็นวัยแห่งการแสวงหาตนเอง เลือกและตัดสินใจสำหรับตัวตนในอนาคต เรียนรู้ที่จะใช้พลังของตนตามทางต่างๆที่เลือกเดินไป เป็นเรื่องจำเป็นที่อนุชนต้องการผู้ที่จะคอยดูแลให้คำแนะนำและ ช่วยเหลือให้สามารถใช้พลังของตัวเองได้อย่างเหมาะสม ถูกที่ ถูกเวลา และรู้จักเลือกทางเดินได้อย่างถูกต้องตามทางของพระเจ้า นอกจาก ผู้ปกครองซึ่งคอยทำหน้าที่หลักนี้แล้ว การสามัคคีธรรมของอนุชนในคริสตจักรก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยแนะนำอนุชนผ่านทาง การดำเนินชีวิตในแต่ละช่วงอายุ โดยมีธรรมชาติของแต่ละวัยที่พระเจ้าทรงสร้างไว้แตกต่างกัน ทั้งสรีระร่างกาย อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด การแสดงออก แม้กระทั่ง ภาษาที่ใช้ ทั้งที่เป็นลูกครึ่งเหมือนๆกัน สามัคคีธรรมของอนุชนในคริสตจักร แบ่งออกตามช่วงอายุ ตั้งแต่น้องเล็ก (ชอขิบ) น้องสาม (ตงขิบ) พี่รอง (เกาขิบ) และพี่ใหญ่ (แชนี้) สี่พี่น้องของคริสตจักร รวมตัวกันเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวขนาดใหญ่ในบ้านแห่งพระคริสต์ของไมตรีจิต เปิดโอกาสให้เราดำเนินชีวิต ในโลกอันยุ่งเหยิงและเริ่มจะเพี้ยนๆ ใบนี้อย่างอบอุ่นใจมากขึ้น ให้ชีวิตประจำวันของเราห้อมล้อมไปด้วยเพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกัน มีสี่พี่น้อง ที่แม้ว่าจะต่างแซ่ ต่างสำนักกัน แต่ก็ใช้ชีวิต คิดและ ตัดสินใจ ภายใต้พื้นฐานความเชื่อ และการทรงนำของพระเจ้าองค์เดียวกัน เป็นสังคมที่คนรุ่นเดียวกันกับเรา ภายนอกคริสตจักร ต้องลองผิดลองถูกแสวงหาชีวิตจาก ศูนย์การค้า โรงเรียน หรือ ในอินเตอร์เน็ต เพื่อจะนำมาเติมเต็มความต้องการของเขา และก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าสิ่งที่ได้รับมาจะถูกต้อง ปลอดภัย และเติมชีวิตเขาให้เต็มได้จริงๆ น้องเล็กของเรา เริ่มอธิษฐานเผื่อทุกอย่างที่เขาต้องการ ตั้งแต่ อากง อาม่า ป่าป๊า หม่าม้า อาเฮีย อาแจ้ เพื่อนที่โรงเรียน สัตว์เลี้ยงที่บ้าน แมว หมา ปลาทอง เริ่มจากสิ่งที่ดูเหมือนเล็กน้อยที่สุดในสายตาของเรา ไปจนกระทั่งถึงสิ่งซึ่งใหญ่กว่าที่สายตาของเราจะมองได้ทั่วถึง อย่างรัฐบาล หรือประเทศชาติ ไม่แน่นะพลังในการอธิษฐานด้วยความเชื่ออย่างเต็มเปี่ยมของเขา อาจจะมากที่สุดในบรรดาพวกเราสี่พี่น้องก็เป็นได้ น้องสาม เรียนรู้ที่จะดูแลน้องเล็กที่อ่อนแอกว่า ทั้งในคริสตจักร และในค่ายอนุชน เริ่มมีความรับผิดชอบในการแบ่งงาน การรับใช้ซึ่งกันและกัน มีวินัยในชีวิตส่วนตัว การติดสนิทกับพระเจ้า เริ่มเลือกคบเพื่อนในโรงเรียน ของประทานต่างๆ และพลังพิเศษในตัวเริ่มฉายแววให้เห็น เริ่มที่จะหัดใช้พลังของตัวเองในการทำสิ่งใหม่ๆ ซึ่งเราก็พบว่าแทบจะไม่มีอะไรที่เกินกว่าพลังของพวกเขาจะทำได้ ( อาจเรียกอีกอย่างว่า “เอ็กซ์ (X) ขิบ”) พลังในการฝัน และสร้างสรรค์ของน้องสามนับได้ว่าอยู่ในขั้นที่พี่น้องต้องขอแสดงความคารวะ เลยทีเดียว นับถือ นับถือ พี่รอง เป็นแบบอย่างแก่น้องๆ พลังที่มีมากขึ้นจากการสะสมพระวจนะคำในการเข้าเฝ้าพระเจ้าเป็นส่วนตัว มีความภาคภูมิใจในตัวเอง เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองคิด และยึดมั่นในพระเจ้า เริ่มที่จะรับใช้ผู้อื่น สัตย์ซื่อ และถวายพระเกียรติพระเจ้า ทูลขอการทรงนำในการเรียน การสอบ และการเข้ามหาวิทยาลัย ไม่ให้ใครมาหมิ่นประมาทความหนุ่มแน่นของลูกพระเจ้า มีกำลังภายในเกินร้อยที่จะว่ายทวนกระแสค่านิยมและแฟชั่นในโลกต๊องๆ ของคนในรุ่นราวคราวเดียวกัน ที่บางครั้งต้องไปดูคอนเสิร์ตของนักร้องที่มาจากต่างประเทศ ทั้งๆ ที่บัตรราคาแพงแสนแพง ร้องก็ร้องเหมือนกับในซีดี แถมตัวเองยังต้องแบมือขอเงินป่าป๊า หม่าม้าอยู่ แล้วพอผ่านไปหนึ่งเดือนก็จำอะไรไม่ได้ แล้วก็ไปดูคอนเสิร์ตของนักร้องคนอื่นต่อ พี่ใหญ่ เรียนรู้ที่จะเป็นผู้นำ รับใช้ผู้อื่น เป็นเกลือและแสงสว่างในสังคมที่ตนอยู่ ทั้งในสถานศึกษา และ สถานที่ทำงาน ให้พระเจ้าทรงเป็นประธานในการเลือกอาชีพ การเลือกเส้นทางการทำงาน จนกระทั่งการเลือกคู่ครองที่จะเป็นคู่พระพรในการสร้างครอบครัวของพระเจ้าใน อนาคต ต้องใช้พลังขั้นสูงสุด เหมือนยานอวกาศที่จะหนีจากแรงดึงดูดของสังคมโลกในยุคสุดท้ายที่เต็มไปด้วย สิ่งยั่วยวนที่อยู่รอบด้าน เพื่อรักษาชีวิตของตนให้บริสุทธิ์ และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า จนกว่าวันที่พระองค์จะเสด็จกลับมาอีกครั้ง เราไม่ได้ทำหน้าที่แทน ป่าป๊า หม่าม้า ในการสั่งสอนให้ลูกๆ จอมซนทั้งหลาย เดินในทางของพระเจ้า แต่สี่พี่น้องในคริสตจักรจีนแห่งนี้ เป็นส่วนสนับสนุนที่ช่วยให้ลูกหลานของคริสตจักรมีกำลังใจมากขึ้น มั่นใจมากขึ้นที่จะร่วมเดินในทางของพระเจ้าไปพร้อมกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ คริสเตียน ตั้งแต่เริ่มการเชื่อฟัง และให้เกียรติ ป่าป๊า หม่าม้า ในองค์พระผู้เป็นเจ้าตามพระบัญญัติข้อแรกที่มีพันธสัญญาไว้ การอธิษฐาน การเข้าเฝ้าพระเจ้าเป็นส่วนตัว (เฝ้าเดี่ยว) การร้องเพลงสรรเสริญ การศึกษาพระวจนะ ใช้พระคำของพระเจ้าเป็นโคมสำหรับการดำเนินชีวิต และการนำข่าวประเสริฐของพระคริสต์ไปสู่คนที่ยังไม่รู้จักพระองค์ แจกใบปลิว เป็นพยานส่วนตัว การออกทีมประกาศพระกิตติคุณ การรับใช้ร่วมกันกับมิชชันนารีของคริสตจักร ในมิชชั่นเทอมสั้น ใช้ชีวิตโดยมีค่านิยมของคริสเตียนเป็นพื้นฐาน เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าของเราในทุกๆทาง ช่วงเวลา 16 ปี กว่า 832 สัปดาห์ ที่เราใช้ชีวิตร่วมกันในบ้านหลังใหญ่นี้ กว่าน้องเล็กจะเติบโตไปเป็นพี่ใหญ่ เราได้ผ่านการสามัคคีธรรมมากมายที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้เราเติบโตขึ้นเป็นคริสเตียนที่พระเจ้าทรงพอพระทัย ซึ่งล้วนแต่เป็นประสบการณ์ที่ตีคุณค่าเป็นตัวเลขไม่ได้ และไม่เพียงแต่ตัวอนุชนเท่านั้น บรรดาพี่เลี้ยงและศิษยาภิบาลผู้ดูแล ต่างก็ได้รับพระพรผ่านคำพยาน และการหนุนน้ำใจซึ่งกันและกันของอนุชนเช่นเดียวกัน เป็นที่น่าชื่นใจว่าแม้บ้านของเราจะมีประวัติศาสตร์ผ่านมายาวนานถึง 170 ปี แต่บ้านของเราไม่ได้ทรุดโทรมลงตามกาลเวลาที่ผ่านไป แต่กลับหยั่งรากลึกมากขึ้น มั่นคงและแข็งแกร่งขึ้น เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ยิ่งอายุมาก ยิ่งแข็งแรง ผลัดใบ แตกกิ่งก้านแผ่ขยายพระกิตติคุณของพระเจ้าต่อไป ถ่ายทอดภาระหน้าที่ในการรับใช้ จากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ตราบใดที่ยังไม่มีการโคลนนิ่งคณะมัคนายก และยังไม่มียาอายุวัฒนะให้คณะศิษยาภิบาล เราสี่พี่น้องจะต้องเติบโตขึ้นเป็นกำลังหลักของคริสตจักรต่อไปในอนาคต แน่นอนว่าอนาคตของคริสตจักรจะไปทางไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่าปัจจุบัน อนุชนของคริสตจักรของเราเดินอยู่ในทางใด ประวัติศาสตร์ อาจจะสำคัญ แต่ก็เป็นอดีตที่ผ่านพ้นมาแล้ว อนาคตต่างหากที่กำลังจะมาถึงและจะเป็นสิ่งที่เราจะต้องเผชิญ คริสตจักรทำตามพระวจนะที่ว่า “จงฝึกเด็กในทางที่เขาควรจะเดินไป เพื่อเมื่อเขาโตขึ้น เขาจะได้ไม่พรากจากทางนั้น” (สุภาษิต 22.6) วัยผู้ใหญ่ ท่ามกลางโลกที่ผู้คนไขว่คว้าหาสิ่งเติมเต็มให้จิตใจ ...ผู้คนในวัยทำงานตื่นเต้น สดใหม่ พร้อมจะทดลอง และเผชิญความท้าทายทุกอย่าง และคิดว่าความสำเร็จ หน้าที่การงาน สังคมกว้างขวาง คือคำตอบของชีวิต ...เมื่อถึงวัยผู้ใหญ่ ตำแหน่งที่สูงขึ้น รายได้ที่มากขึ้น ชัยชนะต่อปัญหาที่รุมเร้า คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของครอบครัวเป็นราวกับทั้งหมดของชีวิตนี้ ...ยามชีวิตถึงเวลาอัสดง เข้าสู่วัยเกษียณ การมีลูกหลานห้อมล้อม สุขภาพที่แข็งแรง การไม่เป็นคนไร้ค่า เป็นยอดปรารถนาของผู้อาวุโส ความหมายของชีวิตมีเพียงเท่านี้หรือ ผู้คนไขว่คว้าหาสิ่งเติมเต็มให้จิตใจ แต่...ที่คริสตจักรไมตรีจิต ...วัยคาเลบหนุ่มสาวเริ่มทำงาน ทุกๆ วารมีพระเจ้าทรงนำหน้า ...ไม่นานนักก้าวสู่โยชูวา วัยผู้ใหญ่อยู่แนวหน้าการรับใช้ ...วัยพระพรดังมณีของคริสตจักร ซึ้งพระคุณความรักอันยิ่งใหญ่ กลุ่มบุรุษสตรีผู้สูงวัย ลูกหลานได้รับพระพรสืบทอดมา ขอบพระคุณพระเจ้าที่ข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสต์มาถึงเมื่อ 170 ปีที่แล้ว ทำให้คนจีนในประเทศไทยได้รับชีวิตนิรันดร์ อีกทั้งชีวิตที่มีเป้าหมาย เต็มด้วยความหมายแท้จริง อันหมายถึงพระคุณ พระพร พระเมตตา การปลอบโยนจากพระเจ้าให้สามารถเผชิญกับทุกสถานการณ์ของชีวิต และพระพรเหล่านั้นก็ตกทอดถึงลูกหลานกระทั่งคริสตจักรยังคงอยู่จนเราได้เฉลิม ฉลองครบรอบ 170 ปี ดังนั้นเมื่อมองย้อนเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่เราอยากจะกระทำที่สุดคือการขอบพระคุณ และสรรเสริญยกย่องพระเจ้า เราปรารถนาให้ทุกคนได้ใคร่ครวญถึงพระคุณของพระเจ้าที่มาถึงคริสตจักรไมตรี จิต และขอบพระคุณร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกคาเลบ โยชูวา บุรุษ และสตรี เชื่อแน่ว่าภาพเก่าๆ ในอดีตคงเกิดขึ้นในความคิดทำให้ปรารถนาจะกล่าวคำขอบคุณเหล่านี้ และมากมายกว่านี้ ...ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับสามัคคีธรรมของคณะคาเลบ โยชูวา บุรุษ และสตรีที่เริ่มต้นขึ้นและยังคงอยู่ ...ขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรงยอมรับเราอย่างที่เราเป็น และทรงให้โอกาสเราเสมอไม่ว่าเราจะเป็นใคร ...ขอบพระคุณพระเจ้าที่เราได้ก้าวสู่โลกของการทำงานอย่างมีเป้าหมาย และเรียนรู้ที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า ...ขอบพระคุณพระเจ้าที่เราได้ทุ่มเทกำลังแรงกายของเราเพื่อการรับใช้แทนที่จะไขว่คว้าหาหยากเยื่อของชีวิต ...ขอบพระคุณพระเจ้าที่เราได้เกื้อหนุนค้ำจุน และหนุนน้ำใจกันในยามยากลำบาก ...ขอบพระคุณพระเจ้าที่แม้เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงสังคมได้ แต่พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงเราทุกวัน ให้เราออกไปแตะต้องสังคม ให้สังคมหันมองเราและปรารถนาที่จะรับการเปลี่ยนแปลงจากพระองค์เช่นกัน ...ขอบพระคุณพระเจ้าที่พระคำของพระเจ้าที่ได้ศึกษาร่วมกัน ยังคงหวานกว่าน้ำผึ้งจากรวงเสมอ ...ขอบพระคุณพระเจ้าที่ให้เราได้เดินในทางของพระองค์ และให้ลูกหลานของเราได้มาถึงพระองค์ด้วย ...ขอบพระคุณพระเจ้าที่มีแบบอย่างของผู้อาวุโสที่รักพระเจ้า ...สรรเสริญพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อไม่แปรเปลี่ยนตลอดวันเวลาชีวิตของเราและชีวิตของเพื่อนๆ ของเรา ...สรรเสริญพระเจ้าผู้ทรงสัพพัญญูและทรงทราบว่าอะไรเหมาะสมกับคริสตจักรของเรา ขอบพระคุณพระเจ้า...สรรเสริญพระเจ้า...ขอบพระคุณพระเจ้า....สรรเสริญพระเจ้า เมื่อมองไปในอนาคต...เราอธิษฐานวิงวอนให้ความหวังความฝันของเราสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้าเรื่อยไป คริสตจักรเชื่อตามพระวจนะที่ประยุกต์ดังนี้ว่า “แน่ทีเดียวที่ความดีและความรักมั่นคง จะติดตามข้าพระองค์ทั้งหลาย (ไมตรีจิต) ไปตลอดวันคืนชีวิตของข้าพระองค์ทั้งหลาย และข้าพระองค์ทั้งหลายจะอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าสืบไปเป็นนิตย์ (ในโลกนี้จนถึงสวรรค์)” สดุดี 23:6
|






